Recommend Technology | Resolution 1024 x 768 pixel
© สมาคมส่งเสริมบุคลิกสตรี women's professional association Thailand www.womenpa.org.
The site was created by I Biz Avenue. Visitor 482,763
ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยา โดย ภญ.ดร.ภัสราภา โตวิวัฒน์

“ยา” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ 4 ที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ตั้งแต่เกิดจนตาย ถึงแม้ว่ายาจะมีคุณประโยชน์ในการใช้รักษาโรค บรรเทาอาการเจ็บป่วย แต่หากใช้ผิดวิธีหรือเกินขนาดก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ การรู้จักใช้ยาให้ถูกวิธีจึงเป็นการป้องกันตนเองให้รอดพ้นจากผลข้างเคียงและอันตรายจากยา
.....สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับยาและการปฏิบัติตัว เมื่อได้รับยาจากแพทย์ หรือหาซื้อจากร้านขายยา
1. อ่านฉลากยาทุกครั้งก่อนใช้ยา หากมีปัญหาเกี่ยวกับวิธีการใช้ยาควรถามให้เข้าใจอย่างชัดเจนก่อนใช้
2. อย่าใช้ยาที่เปลี่ยนสี กลิ่น รสจากเดิม เพราะเป็นยาที่เสื่อมคุณภาพ
3. อย่าใช้ยาที่มีฉลากลบเลือน
4. ห้ามใส่ยาสลับซอง เพราะยาแต่ละอย่างมีวิธีรับประทานไม่เหมือนกัน
5. เมื่อได้รับยามา ควรสอบถามข้อมูลดังนี้
- ชื่อยาและข้อบ่งใช้ในการรักษา
- ข้อควรระวังในการใช้
- ไม่ควรรับประทานร่วมกับยาใด
- ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มประเภทใด
- วิธีใช้และเวลาที่ต้องใช้ยา
- ระยะเวลานานที่ต้องใช้ยา
6. ทุกครั้งที่พบแพทย์หรือซื้อยามาใช้ด้วยตนเอง ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบว่ากำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง
7. ยาเกือบทุกชนิดจะมีฤทธิ์ข้างเคียงนอกเหนือไปจากฤทธิ์สำคัญที่ต้องการ และอาจเกิดขึ้นกับคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากมีปัญหาของฤทธิ์ข้างเคียงที่เกิดขึ้น ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเพื่อแก้ไขปัญหา
8. ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้งว่าเคยมีอาการแพ้ยาชนิดใดบ้าง อาการแพ้ยาจะแสดงให้เห็นด้วยลักษณะต่างๆ เช่น เกิดผื่นแดงที่ผิวหนัง ผื่นลมพิษ คันตามตัวหรือใบหน้า หน้าบวม หรือหายใจขัด เป็นต้น.....ถ้ามีอาการผิดปกติหลังการใช้ยาให้หยุดยาทันทีและรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
9. ไม่ควรนำยาของตนเองไปให้ผู้อื่นหรือแนะนำให้ซื้อใช้ชนิดเดียวกันกับตน เพราะถึงแม้ว่าจะมีอาการแสดงคล้ายคลึงกัน แต่อาจไม่ใช่โรคเดียวกันก็ได้
10. การซื้อยามาใช้ด้วยตนเอง เช่น ยาหยอดหู ตา จมูก ยาเหน็บ ควรอ่านฉลากหรือถามผู้ขายถึงวิธีใช้ยาให้เข้าใจ เพราะบ่อยครั้งที่พบว่าการใช้ยาไม่ถูกต้องทำให้โรคหรืออาการไม่หายได้
11. คนที่มีโรคประจำตัวอยู่และต้องใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ จำเป็นต้องระมัดระวังในการซื้อยามาใช้ด้วยตนเองเพราะอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาต่อกันของยาได้
12. ไม่ควรให้ยาแก่ทารกที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และการให้ยาเพื่อบำบัดอาการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรงแก่เด็กที่มีอายุ 1 – 12 ปี ผู้ใช้ยาต้องรู้ขนาดใช้ยาที่เหมาะสมกับอายุของเด็ก
13. สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในระยะให้นมบุตร ควรปรึกษาการใช้ยากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง
14. อย่าเก็บยาไว้ในที่ชื้น ที่มีความร้อนหรือถูกแสงแดด
15. ตรวจดูตู้ยาเป็นระยะ เพื่อกำจัดยาที่ไม่ใช้หรือหมดอายุแล้ว
16. ยาใช้ภายนอก ปิดฉลากสีแดงห้ามรับประทาน
การใช้ยาให้ถูกต้อง
ยาเม็ดหรือแคปซูล
..... กลืนยาทั้งเม็ดหรือแคปซูลพร้อมน้ำ โดยไม่ต้องเคี้ยวยาเพื่อให้ยาไปแตกตัวที่กระเพาะอาหารหรือลำไส้ และป้องกันการรับรสที่ไม่พึงประสงค์จากยาบางชนิด ส่วนยาเม็ดที่ระบุว่า “ควรเคี้ยวยาก่อนกลืน” เช่น ยาลดกรดก็ต้องเคี้ยวให้ละเอียดแล้วกลืนพร้อมน้ำเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ดีและเร็วขึ้น
ยาน้ำสำหรับรับประทาน
......มีทั้งเป็นยาน้ำใสและยาแขวนตะกอน ต้องเขย่าขวดก่อนรินยาทุกครั้ง เพื่อให้ตัวยากระจายทั่วขวด จึงจะทำให้ขนาดใช้ยาแต่ละครั้งมีตัวยาเท่ากัน และต้องใช้เครื่องตวงยามาตรฐาน เช่น ช้อนตวงยาหรือหลอดยา ซึ่งโดยทั่วไปจะมีติดมากับขวดยาอยู่แล้ว ห้ามใช้ช้อนกาแฟหรือช้อนรับประทาน อาหาร เพราะจำทำให้มีขนาดใช้ยาไม่ถูกต้อง
ยาผงสำหรับรับประทาน
……หากระบุให้ละลายน้ำก่อนรับประทานก็ต้องละลายก่อน เพราะหากเทใส่ปากในลักษณะผงแห้งแล้วดื่มน้ำตามอาจเกิดอันตราย โดยเฉพาะเกิดการอุดตันในหลอดอาหารได้....หากเป็นยาผงโรยแผล เวลาใช้ต้องระวังอย่าให้ผงปลิวเข้าปาก จมูก หรือตา และเมื่อใช้เสร็จแล้วต้องล้างมือให้สะอาด
ยาขี้ผึ้งหรือครีม
.....เป็นยาที่ใช้กับผิวภายนอกร่างกาย เวลาใช้ให้ทาบางๆ วันละ 2 – 3 ครั้ง โดยไม่ต้องถูหรือนวด ยกเว้นเมื่อระบุไว้ในฉลากเท่านั้น จึงจะทาและถูนวด เพื่อให้ยาซึมซาบดีขึ้น
ยาประเภทหยอดหู ตา จมูก
.....ก่อนใช้ควรอ่านฉลากที่แนะนำวิธีการใช้ก่อน และหากไม่เข้าใจควรถามผู้ขายหรือผู้มีหน้าที่จ่ายยาก่อนเสมอ
ยาเหน็บ
.....เป็นยาที่ใช้สอดเข้าช่องทวารหนักหรือช่องคลอด เพื่อให้ยาละลายแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย หรือออกฤทธิ์ เฉพาะที่ซึ่งขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการใช้
ยาอม
.....เป็นยาที่ต้องการให้ละลายในปาก บางชนิดใช้อมใต้ลิ้น เพื่อให้ยาถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตทางเส้นเลือดใต้ลิ้น.... บางชนิดใช้อม เพื่อให้ออกฤทธิ์เฉพาะที่ เช่น ยาอมแก้เจ็บคอ ดังนั้นจึงห้ามเคี้ยวหรือกลืนยา
ยาฉีด
.....เป็นยาที่ให้เข้าสู่กระแสโลหิตโดยไม่ผ่านการรับประทาน อาจฉีดเข้าเส้นเลือดดำโดยตรง หรือฉีดเข้ากล้าม เป็นต้น
>> ใช้ยาให้ถูกกับโรค เมื่อมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นและจำเป็นต้องใช้ยา ควรระลึกเสมอว่า ยามิใช่ขนมหรืออาหารที่จะทดลองรับประทานได้ ดังนั้นจึงควรเลือกซื้อยาจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรเป็นผู้แนะนำยาให้เหมาะสมกับโรคที่เป็น ไม่ควรใช้ตามคำแนะนำของเพื่อนหรือผู้ใกล้ชิดที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคและยา เพราะอาการแสดงของโรคหลายชนิดมีลักษณะคล้ายกันได้ แต่อาจไม่ใช่โรคเดียวกัน
>> ใช้ยาให้ถูกขนาดและถูกเวลา “ขนาดยา” คือ จำนวนยาที่ให้เข้าไปในร่างกาย เพื่อทำให้เกิดผลในการรักษาดีที่สุด โดยทั่วไปขนาดยาในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ซึ่งแตกต่างกันไปตามอายุ น้ำหนักร่างกาย และความรุนแรงของโรค ดังนั้นผู้ใช้ยาจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลากเกี่ยวกับขนาดและระยะเวลา หรือช่วงห่างในการใช้ยา จึงจะทำให้การใช้ยานั้นๆ ได้ผลตามต้องการ ยาแต่ละชนิดมีจำนวนใช้ต่อวันไม่เหมือนกัน เช่น บางชนิดอาจรับประทานวันละ 3 ครั้ง บางชนิดระบุให้ใช้ทุก 6 ชั่วโมง หรือบางชนิดรับประทานเพียงวันละ 1 ครั้ง ช่วงห่างของการใช้ยาดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญมาก หากใช้ไม่ถูกต้องจะทำให้ได้ยาเกินขนาด หรือไม่ถึงขนาดที่จะรักษาได้ นอกจากนี้ผู้ใช้ยาควรต้องทราบถึงความหมายของคำต่างๆที่พบในฉลากยา เช่น
รับประทานก่อนอาหาร
หมายความว่า ก่อนอาหารอย่างน้อย ครึ่ง ถึง หนึ่งชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อให้ยาถูกดูดซึม เข้าสู่กระแสโลหิตได้ดีในขณะท้องว่าง
รับประทานหลังอาหาร
หมายความว่า หลังอาหารอย่างน้อย 15 นาที ยาที่ให้รับประทานหลังอาหารส่วนมากเป็นยาทั่วๆ ไปซึ่งสามารถจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ดี โดยมีสารอาหารช่วยในการดูดซึม
รับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที
ยาพวกที่มีฤทธิ์เป็นกรด ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารจนถึงขั้นเป็นแผลทะลุได้ และบ่อยครั้งทำให้คลื่นไส้ อาเจียน อย่างรุนแรงหากรับประทานในขณะท้องว่าง ดังนั้นจึงต้องมีอาการหรือน้ำช่วยทำให้เจือจางลง ยาดังกล่าวได้แก่ ยาแก้ปวดข้อต่างๆ ยาแก้ปวดแอสไพริน หรือยาปฏิชีวนะบางชนิด
รับประทานก่อนนอน
หมายความว่า ให้รับประทานก่อนนอนตอนกลางคืนวันละ 1 ครั้ง เท่านั้น หากลืมรับประทานยาตามกำหนดในฉลาก เมื่อนึกได้และเป็นเวลาใกล้เคียงกับเวลาเดิมให้รับประทานทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าใกล้กับครั้งต่อไปให้รับประทานตามปกติ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดเพราะอาจเกิดอันตรายได้
การใช้ยาในเด็ก
....เด็กมีการตอบสนองต่อยาแตกต่างไปจากผู้ใหญ่ เพราะเด็กมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า ...ขนาดของยาที่ใช้กับเด็กจึงน้อยกว่าในผู้ใหญ่ นอกจากนี้ประสิทธิภาพในการดูดซึมยา การกระจายตัวของยา การแปรสภาพของยา และการขับถ่ายยาออกจากร่างกายในเด็ก ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่จึงอาจเกิดพิษจากยาในเด็กได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่
ข้อแนะนำการใช้ยาในเด็ก
1. ควรใช้ยาเท่าที่จำเป็น หรือใช้ตามแพทย์สั่งสำหรับเด็กเล็ก
2. หลีกเลี่ยงการใช้ยาสูตรผสมในกรณีที่ไม่จำเป็น
3. เลือกใช้ยาที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด
4. เลือกรูปแบบยาที่เหมาะสม เช่น ในเด็กเล็กนิยมใช้ยาน้ำ
5. ยาน้ำควรใช้ช้อนตวงยา หรือหลอดหยดยามาตรฐาน
6. พยายามให้ยาน้อยชนิด เพื่อป้องกันความสับสน
7. ขนาดของยาที่ใช้ต้องถูกต้อง มีการคำนวณหาขนาดของยาที่ใช้ในเด็ก จากอายุ น้ำหนัก รวมถึงวิธีการให้ยาและระยะเวลาที่ให้ยา
8. ไม่ควรผสมยาในนมหรือน้ำผลไม้ ให้เด็กรับประทาน
9. รับประทานยาตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันการดื้อยา
10. ไม่ควรใช้ยาที่มีแอลกอฮอล์เจือปนอยู่ สำหรับเด็กเล็ก
11. ไม่ควรใช้ยาในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ขวบ โดยไม่ปรึกษาแพทย์
การใช้ยาในผู้สูงอายุ
......การทำงานของอวัยวะและระบบต่างๆของร่างกายในผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีการเสื่อมสภาพลง ดังนั้นผู้สูงอายุจึงมีการตอบสนองต่อฤทธิ์ของยาบางอย่างแตกต่างไปจากคนหนุ่มสาว การใช้ยาในผู้สูงอายุจึงต้องการความดูแลเอาใจใส่และระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้ผลในการรักษาและมีความปลอดภัย
ข้อแนะนำการใช้ยาในผู้สูงอายุ
1. การใช้ยาควรใช้เฉพาะที่จำเป็น
2. ขนาดของยาที่ใช้ถูกต้อง ซึ่งป้องกันได้โดยให้รับประทานยาวันละครั้ง ถ้าเป็นไปได้และให้ในขนาดน้อย เมื่อใช้เป็นระยะเวลานาน
3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาเม็ดและยาแคปซูลที่มีขนาดใหญ่
4. ไม่ควรรับประทานยาในที่มืด
5. ขวดบรรจุยาต้องปิดฉลากบอกชื่อตัวยา และวิธีการใช้ยาด้วยตัวหนังสือขนาดใหญ่ เพื่อที่จะให้อ่านได้ง่าย และเปิดฝาขวดได้ง่าย
6. มีความรู้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวยาที่ใช้เป็นอย่างดี เช่น ข้อห้ามใช้ ฤทธิ์ข้างเคียงและปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยา เป็นต้น
7. ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวควรได้รับการดูแลจากแพทย์
การใช้ยาในสตรีมีครรภ์
.......สตรีที่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์ จะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายแตกต่างไปจากคนปกติ นับตั้งแต่รูปร่าง น้ำหนักตัว ระบบไหลเวียนเลือด ระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ตลอดจนการทำงานของตับและไต เป็นต้น การใช้ยาในสตรีที่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์จึงควรพิจารณาใช้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากว่าในระยะตั้งครรภ์นั้นยาที่มารดารับเข้าสู่ร่างกายแล้วนั้น ยาบางชนิดสามารถผ่านเยื่อหุ้มรกเข้าสู่กระแสโลหิตของทารกในครรภ์ทำให้ทารกได้รับยาเช่นเดียวกับมารดาได้รับ ซึ่งยาที่มารดารับเข้าไปนั้นอาจไม่เกิดอันตรายต่อมารดา แต่อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทารกยังอยู่ในระหว่างเจริญ ซึ่งยังไม่สมบูรณ์จึงอาจมีผลต่อเนื้อเยื่ออวัยวะที่กำลังเจริญของทารกได้ ดังนั้นการใช้ยาโดยไม่ได้ปรึกษาสูติแพทย์มีอัตราเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้น ไม่เฉพาะแต่ทารกในครรภ์เกิดพิการ แต่ยังมีส่วนทำให้มารดามีภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
ข้อแนะนำการใช้ยาในสตรีมีครรภ์
1. ใช้ยาเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ
2. เลือกใช้ยาที่มีความปลอดภัยสูง
3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาสูตรผสม ควรใช้ยาเดี่ยวๆจะปลอดภัยกว่า
4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาทุกชนิดในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
5. ใช้ยาในขนาดที่น้อยและระยะสั้นที่สุด ที่ให้ผลในการรักษา
6. ลดเว้นยาเสพติดต่างๆ รวมทั้งเหล้า บุหรี่ และกาแฟ
7. ควรรับประทานวิตามินและยาบำรุงเลือดตามแพทย์สั่ง
8. ยารักษาเฉพาะโรค ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์
สตรีที่อยู่ในระยะให้นมบุตร ยาที่มารดารับเข้าสู่ร่างกายส่วนหนึ่งจะไหลไปกับน้ำนมมารดา ทารกจะรับยาโดยการดูดนมมารดาที่มียาปะปนมา ยาบางอย่างที่มารดารับเข้าสู่ร่างกายจึงส่งผลไปยังทารกด้วย ทั้งผลในการรักษาและผลพิษจากยา ดังนั้นเพื่อความปอดภัยทั้งแม่และลูก สตรีมีครรภ์และในระยะให้นมบุตรจึงควรระมัดระวังในการใช้ยา วิธีที่ดีที่สุดคือ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ควรอยู่ในความดูแลของสูติแพทย์
**** ขอขอบคุณข้อมูล ที่ได้มาจากคณะทำงานจัดทำหนังสือที่ระลึกฯ สูจิบัตร ปี 2547
บทความน่ารู้
- ข้อคิดดีๆ จาก เผิง ลี่หยวน เฟสเลดี้ ของประเทศจีน ที่ฝากถึงผู้หญิงทั่วโลก...
- ความหมายของดอกดารารัตน์
- 20 คุณสมบัติดีๆ..ที่ผู้ชายอยากอยู่ใกล้
- ผู้หญิง..จะดูดีได้อย่างไร?ในโลกยุคใหม่
- 8 นิสัยของผู้หญิง ที่ผู้ชายไม่ชอบ
- 9 ข้อผิดพลาดของความสวย ที่ทำให้ผู้ชายหนีห่าง
- 10 นิสัยของผู้หญิงที่ผู้ชายหลงรัก
- มารยาทในการรับประทานอาหารแบบบุฟเฟ่ต์
- มารยาทบนโต๊ะอาหาร
- การบริหารอารมณ์ของตนเองให้เข้มแข็ง